top of page

กินยาเหมือนกัน แต่ผลไม่เหมือนกัน: คำตอบอาจอยู่ใน DNA ของคุณ

  • Jun 16
  • 2 min read

เคยสงสัยไหมคะว่า ทำไมยาตัวเดียวกัน ขนาดเท่ากัน แต่ผลลัพธ์ในแต่ละคนกลับไม่เหมือนกัน

บางคนกินยาแล้วรู้สึกดีขึ้นเร็ว บางคนกินแล้วไม่ค่อยเห็นผล บางคนต้องปรับยาอยู่หลายครั้งกว่าจะเจอตัวที่เหมาะ หรือบางคนอาจมีผลข้างเคียงมากกว่าคนอื่น ทั้งที่ใช้ยาตามคำแนะนำเหมือนกัน


ความแตกต่างนี้ไม่ได้แปลว่าร่างกายของใคร “ดี” หรือ “ไม่ดี” กว่าใครเสมอไป แต่เพราะร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และหนึ่งในปัจจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องคือ พันธุกรรม หรือ DNA ของเรา


นี่คือที่มาของคำว่า Pharmacogenomics ศาสตร์ที่ช่วยอธิบายว่า “ยีนของเราเกี่ยวข้องกับการตอบสนองต่อยาอย่างไร” และเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจมากของการใช้ DNA Testing เพื่อดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคลมากขึ้น


Pharmacogenomics คืออะไร แบบเข้าใจง่ายที่สุด

Pharmacogenomics อ่านว่า ฟาร์มาโคจีโนมิกส์ หมายถึงการศึกษาว่ายีนของคนเรามีผลต่อการตอบสนองต่อยาอย่างไร MedlinePlus Genetics อธิบายว่า pharmacogenomics เป็นการรวมกันระหว่าง pharmacology หรือวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับยา กับ genomics หรือการศึกษายีนและหน้าที่ของยีน เพื่อช่วยพัฒนายาที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากขึ้นตามพื้นฐานทางพันธุกรรมของแต่ละคน [1]


พูดให้ง่ายขึ้นคือ Pharmacogenomics ช่วยตอบคำถามว่า:


  • ทำไมยาบางตัวได้ผลดีกับคนหนึ่ง แต่อาจไม่ค่อยได้ผลกับอีกคน

  • ทำไมบางคนมีผลข้างเคียงจากยาบางชนิดง่ายกว่า

  • ทำไมบางคนอาจต้องใช้ยาหรือขนาดยาที่ต่างจากคนทั่วไป

  • ทำไมข้อมูล DNA จึงอาจเป็นประโยชน์ก่อนหรือระหว่างการวางแผนการใช้ยาบางชนิด


National Human Genome Research Institute หรือ NHGRI อธิบายว่า pharmacogenomics เป็นส่วนหนึ่งของ genomic medicine ที่ใช้ข้อมูลจีโนมของผู้ป่วยเพื่อช่วยปรับการเลือกใช้ยาให้เหมาะกับแต่ละบุคคลมากขึ้น [2]


ทำไมคนเราตอบสนองต่อยาไม่เหมือนกัน

เวลายาเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายต้องดูดซึม กระจายยา เปลี่ยนรูปยา และขับยาออก กระบวนการเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเอนไซม์และโปรตีนหลายชนิด ซึ่งบางส่วนถูกควบคุมโดยยีน


ถ้าคนหนึ่งมียีนที่ทำให้เอนไซม์บางชนิดทำงานเร็วมาก ร่างกายอาจเปลี่ยนรูปหรือกำจัดยาบางชนิดเร็วกว่าอีกคน ในทางกลับกัน ถ้าเอนไซม์ทำงานช้ากว่าปกติ ยาบางชนิดอาจอยู่ในร่างกายนานขึ้น หรือมีระดับยาในร่างกายสูงขึ้นกว่าที่คาดได้


นอกจากพันธุกรรมแล้ว การตอบสนองต่อยายังขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น อายุ น้ำหนัก โรคประจำตัว การทำงานของตับและไต อาหาร แอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ ยาอื่นที่ใช้อยู่ และสุขภาพโดยรวม ดังนั้น DNA ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่เป็นข้อมูลสำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่ช่วยให้ภาพรวมชัดขึ้น


DNA Testing ช่วยอะไรในเรื่องการใช้ยา

DNA Testing ด้าน Pharmacogenomics สามารถช่วยดูยีนบางกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองต่อยา เช่น ยีนที่เกี่ยวกับการเผาผลาญยา การขนส่งยา หรือความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงบางชนิด


ข้อมูลนี้อาจช่วยให้แพทย์หรือเภสัชกรใช้ประกอบการพิจารณา เช่น ยาบางชนิดอาจเหมาะหรือไม่เหมาะกับผู้ป่วยบางกลุ่ม ขนาดยาอาจต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง หรือผู้ป่วยบางคนอาจควรได้รับการติดตามผลข้างเคียงใกล้ชิดเป็นพิเศษ


FDA ระบุว่า pharmacogenetic tests เมื่อใช้ร่วมกับข้อมูลอื่นของผู้ป่วยและโรค อาจมีบทบาทในการช่วยวางกลยุทธ์การรักษา การกำหนดขนาดยา หรือการประเมินโอกาสเกิดประโยชน์หรือความเป็นพิษจากยา [3]


อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผลตรวจ DNA ไม่ได้มีไว้ให้ผู้ป่วยปรับยาเอง FDA ระบุชัดว่าข้อมูลในตาราง pharmacogenetic associations มีไว้สำหรับผู้สั่งยาเป็นหลัก และผู้ป่วยไม่ควรปรับยาโดยไม่ปรึกษาผู้สั่งยา [3]


ตัวอย่างง่าย ๆ: ยาตัวเดียวกัน แต่ร่างกายจัดการยาไม่เหมือนกัน

ลองนึกภาพว่าร่างกายของเราเป็นครัว และยาคือวัตถุดิบที่เข้ามาในครัว บางคนมี “พ่อครัว” ที่ทำงานเร็วมาก บางคนมีพ่อครัวที่ทำงานช้ากว่า บางคนมีระบบจัดการที่ต่างกัน ผลลัพธ์ของยาในร่างกายจึงอาจไม่เหมือนกัน


ในโลกจริง ยาบางชนิดมีข้อมูลทาง pharmacogenomics อยู่ในฉลากยาหรือฐานข้อมูลทางการแพทย์ เช่น ยาบางกลุ่มด้านหัวใจและหลอดเลือด ยาจิตเวช ยาแก้ปวดบางชนิด ยารักษามะเร็งบางชนิด ยาต้านไวรัสบางชนิด หรือยาที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงผลข้างเคียงเฉพาะกลุ่ม [4]


FDA มีตาราง Pharmacogenomic Biomarkers in Drug Labeling ซึ่งรวบรวมยาที่มีข้อมูล biomarker ทางพันธุกรรมในฉลากยา โดยข้อมูลเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับการตอบสนองต่อยา ความเสี่ยงผลข้างเคียง ขนาดยาตาม genotype หรือกลไกการออกฤทธิ์ของยา [4]


สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเรื่อง “ยีนกับยา” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด precision medicine หรือการดูแลสุขภาพที่พยายามเข้าใจความแตกต่างของแต่ละบุคคลมากขึ้น


DNA Testing ทำให้การใช้ยาปลอดภัยขึ้นเสมอไหม

คำตอบที่ถูกต้องคือ DNA Testing เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ แต่ไม่ใช่การรับประกันผลลัพธ์


การตรวจ DNA อาจช่วยให้เห็นแนวโน้มว่าร่างกายของเราอาจตอบสนองต่อยาบางชนิดอย่างไร แต่ไม่ได้แปลว่าจะทำนายผลลัพธ์ได้ 100% เพราะการใช้ยายังขึ้นกับปัจจัยอื่นอีกมาก เช่น โรคที่เป็นอยู่ ยาอื่นที่กินร่วมกัน การทำงานของตับและไต พฤติกรรมการใช้ยา และการติดตามผลโดยแพทย์


MedlinePlus Genetics ระบุว่าหลายยาที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมักถูกใช้แบบ “one size fits all” แต่ยาไม่ได้ทำงานเหมือนกันในทุกคน และ pharmacogenomics กำลังช่วยให้เราเข้าใจมากขึ้นว่า genetic variants มีผลต่อการตอบสนองต่อยาอย่างไร [1]


ดังนั้น วิธีมองที่เหมาะสมคือ DNA Testing ไม่ได้มาแทนแพทย์หรือเภสัชกร แต่ช่วยเพิ่มข้อมูลให้การดูแลมีความเฉพาะบุคคลมากขึ้น และช่วยให้การพูดคุยเรื่องยาเป็นไปอย่างมีข้อมูลมากขึ้น


ใครบ้างที่อาจสนใจ DNA Testing ด้าน Pharmacogenomics

DNA Testing ด้านการตอบสนองต่อยาอาจเหมาะกับคนที่ต้องการเข้าใจร่างกายของตัวเองในมุมที่ลึกขึ้น โดยเฉพาะคนที่อยากวางแผนสุขภาพระยะยาว หรืออยากมีข้อมูลไว้ใช้ประกอบการพูดคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรในอนาคต


ตัวอย่างคนที่อาจสนใจ ได้แก่:


  • ผู้ที่ใช้ยาหลายชนิดเป็นประจำ

  • ผู้ที่เคยมีประสบการณ์ว่ายาบางตัวไม่ค่อยได้ผล

  • ผู้ที่เคยมีผลข้างเคียงจากยาบางชนิด

  • ผู้ที่มีโรคเรื้อรังและต้องใช้ยาต่อเนื่อง

  • ผู้ที่สนใจ precision health และการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล

  • ผู้ที่ต้องการมีข้อมูล DNA เป็นพื้นฐานสำหรับการดูแลสุขภาพระยะยาว


อย่างไรก็ตาม หากกำลังใช้ยาอยู่ ไม่ควรหยุดยา เปลี่ยนยา หรือปรับขนาดยาเองจากผลตรวจ DNA ควรนำผลไปปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแล เพื่อให้พิจารณาร่วมกับข้อมูลสุขภาพทั้งหมด


รู้ DNA เพื่อเข้าใจร่างกาย และใช้ยาอย่างมีข้อมูลมากขึ้น

Pharmacogenomics คือศาสตร์ที่ช่วยอธิบายว่าทำไมคนเราจึงตอบสนองต่อยาไม่เหมือนกัน เพราะยีนบางตัวอาจเกี่ยวข้องกับการเผาผลาญยา การตอบสนองต่อยา หรือความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงบางอย่าง

DNA Testing ไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้ตัดสินยาแทนแพทย์ และไม่ใช่การรับประกันว่ายาจะได้ผลหรือไม่มีผลข้างเคียง แต่เป็นข้อมูลที่ช่วยให้เราเข้าใจร่างกายของตัวเองมากขึ้น และใช้เป็นข้อมูลประกอบการดูแลสุขภาพร่วมกับผู้เชี่ยวชาญได้ดีขึ้น


ในยุคที่สุขภาพเฉพาะบุคคลสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ การรู้ข้อมูล DNA ของตัวเองอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการดูแลสุขภาพแบบมีข้อมูล รอบคอบ และมั่นใจมากขึ้น


เริ่มต้นรู้จักร่างกายของคุณให้ลึกขึ้นผ่าน DNA Testing กับ GENNOVA Thailandติดต่อ GENNOVA Thailand เพื่อรับคำแนะนำเกี่ยวกับแพ็กเกจ DNA Testing ที่เหมาะกับเป้าหมายสุขภาพของคุณ


หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไป DNA Testing ด้าน Pharmacogenomics เป็นข้อมูลประกอบการดูแลสุขภาพ ไม่ใช้แทนการวินิจฉัย การรักษา การสั่งยา หรือคำแนะนำจากแพทย์/เภสัชกร ห้ามหยุดยา เปลี่ยนยา หรือปรับขนาดยาเองจากผลตรวจ DNA โดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ



References

[1] MedlinePlus Genetics. "What is pharmacogenomics?" U.S. National Library of Medicine. Last updated March 22, 2022. https://medlineplus.gov/genetics/understanding/genomicresearch/pharmacogenomics/

[2] National Human Genome Research Institute. "Pharmacogenomics." Updated June 14, 2026. https://www.genome.gov/genetics-glossary/Pharmacogenomics

[3] U.S. Food and Drug Administration. "Table of Pharmacogenetic Associations." https://www.fda.gov/medical-devices/precision-medicine/table-pharmacogenetic-associations

[4] U.S. Food and Drug Administration. "Table of Pharmacogenomic Biomarkers in Drug Labeling." https://www.fda.gov/drugs/science-and-research-drugs/table-pharmacogenomic-biomarkers-drug-labeling

 
 
 

Comments


bottom of page