top of page

DNA Testing ช่วยให้รู้ความเสี่ยงแพ้ยารุนแรง?

  • Jun 16
  • 3 min read

หลายคนคุ้นเคยกับคำว่า “แพ้ยา” ในรูปแบบผื่น คัน หรือบวมเล็กน้อย แต่ในบางกรณี การแพ้ยาอาจรุนแรงกว่านั้นมาก หนึ่งในภาวะที่แพทย์ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ Stevens-Johnson Syndrome หรือ SJS

SJS เป็นภาวะผื่นแพ้ยารุนแรงที่พบได้น้อย แต่มีความสำคัญมาก เพราะอาจกระทบทั้งผิวหนัง เยื่อบุในปาก ตา อวัยวะเพศ หรืออวัยวะภายใน และในบางรายอาจลุกลามเป็นภาวะที่รุนแรงกว่า เรียกว่า Toxic Epidermal Necrolysis หรือ TEN [1]


บทความนี้ไม่ได้ต้องการทำให้ทุกคนกลัวการใช้ยา เพราะยาส่วนใหญ่มีประโยชน์และจำเป็นต่อการรักษาโรค แต่ต้องการชวนให้รู้ว่า ในยุคของการแพทย์เฉพาะบุคคล เราสามารถใช้ข้อมูล DNA บางอย่างมาช่วยประเมินความเสี่ยงต่อการแพ้ยารุนแรงบางชนิดได้ดีขึ้น นี่คือบทบาทสำคัญของ Pharmacogenomics หรือการศึกษาว่ายีนของเรามีผลต่อการตอบสนองต่อยาอย่างไร


Stevens-Johnson Syndrome คืออะไร

Stevens-Johnson Syndrome หรือ SJS เป็นภาวะที่ร่างกายเกิดปฏิกิริยารุนแรงต่อสิ่งกระตุ้นบางอย่าง โดยส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับยา DermNet อธิบายว่า SJS และ TEN เป็นภาวะในกลุ่มเดียวกัน เป็นปฏิกิริยาทางผิวหนังและเยื่อบุที่รุนแรง พบได้น้อย แต่เป็นภาวะที่ serious และอาจถึงแก่ชีวิตได้ [1]


อาการในช่วงแรกอาจดูคล้ายไข้หวัด เช่น มีไข้ เจ็บคอ ไอ น้ำมูกไหล ปวดเมื่อยตัว หรือแสบตา หลังจากนั้นอาจเริ่มมีผื่นแดง เจ็บผิว มีตุ่มน้ำ ผิวลอก แผลในปาก ริมฝีปากลอก ตาแดง หรือกลืนลำบาก [1]


สิ่งที่ทำให้ SJS น่ากังวลคือ มันไม่ใช่ผื่นแพ้ยาทั่วไป หากสงสัยว่ามีอาการเข้าข่าย SJS ต้องรีบพบแพทย์ทันที เพราะการดูแลมักต้องทำในโรงพยาบาล และบางรายอาจต้องได้รับการดูแลใกล้ชิดในหอผู้ป่วยหนักหรือหน่วยดูแลแผลไหม้ [1]


SJS พบได้บ่อยไหม

SJS/TEN เป็นภาวะที่พบได้น้อยมาก DermNet ประเมินว่า SJS พบประมาณ 1-2 รายต่อประชากร 1 ล้านคนต่อปี และ TEN พบประมาณ 0.4-1.2 รายต่อประชากร 1 ล้านคนต่อปี [1]


แม้จะพบได้น้อย แต่ผลกระทบอาจรุนแรง DermNet ระบุว่าอัตราการเสียชีวิตอาจสูงถึง 10% ใน SJS และอย่างน้อย 30% ใน TEN [1] นี่คือเหตุผลที่การรู้จักอาการเตือนและการประเมินความเสี่ยงก่อนใช้ยาบางชนิดจึงมีความสำคัญ


ยาเกี่ยวข้องกับ SJS อย่างไร

SJS/TEN ส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับยา DermNet ระบุว่ามียามากกว่า 200 ชนิดที่เคยถูกรายงานว่าเกี่ยวข้องกับ SJS/TEN และยาที่พบในรายงานบ่อย เช่น ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม ยากันชักบางชนิด allopurinol ยาต้านไวรัสบางชนิด และ NSAIDs บางกลุ่ม [1]


ตัวอย่างกลุ่มยาที่มักถูกพูดถึงในบริบทของ SJS/TEN ได้แก่:

  • ยากันชักบางชนิด เช่น carbamazepine, phenytoin, lamotrigine, phenobarbital

  • ยาลดกรดยูริก เช่น allopurinol

  • ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม เช่น sulfonamides และ beta-lactams

  • ยาต้านไวรัสบางชนิด เช่น nevirapine

  • ยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs บางชนิด


อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่ายาเหล่านี้ “อันตรายสำหรับทุกคน” หรือทุกคนที่ใช้ยาจะต้องเกิด SJS ยาเหล่านี้ยังมีประโยชน์ทางการแพทย์อย่างมากเมื่อใช้ถูกข้อบ่งชี้และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ประเด็นสำคัญคือ บางคนอาจมีพื้นฐานทางพันธุกรรมที่ทำให้เสี่ยงต่อปฏิกิริยารุนแรงจากยาบางชนิดมากกว่าคนอื่น


DNA เกี่ยวข้องกับการแพ้ยารุนแรงได้อย่างไร

ร่างกายของแต่ละคนตอบสนองต่อยาไม่เหมือนกัน ส่วนหนึ่งมาจากอายุ โรคประจำตัว ยาอื่นที่ใช้ร่วมกัน การทำงานของตับและไต และอีกส่วนหนึ่งมาจาก พันธุกรรม


ในกรณีของ SJS/TEN ยีนที่ถูกพูดถึงมากคือกลุ่ม HLA ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน ยีน HLA ทำหน้าที่ช่วยให้ร่างกายแยกแยะสิ่งที่เป็นของตัวเองและสิ่งแปลกปลอม แต่ในบางสถานการณ์ ยาบางชนิดอาจกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในคนที่มียีน HLA บางรูปแบบ จนเกิดปฏิกิริยารุนแรงต่อผิวหนังและเยื่อบุ


DermNet ระบุว่า genetic factors มีความสำคัญ และมี HLA associations ในบางเชื้อชาติสำหรับยากันชักและ allopurinol [1] นี่คือจุดที่ Pharmacogenomics และ DNA Testing เข้ามาช่วยให้เราเข้าใจความเสี่ยงได้ดีขึ้น


HLA-B*15:02 กับยากันชักบางชนิด

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ HLA-B*15:02 ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยง SJS/TEN จากยา carbamazepine โดยเฉพาะในประชากรเอเชียบางกลุ่ม


FDA ระบุใน Table of Pharmacogenetic Associations ว่าสำหรับ carbamazepine กลุ่มผู้ที่มี HLA-B15:02 มีความเสี่ยงสูงขึ้นต่อ SJS/TEN และในบางบริบทควรหลีกเลี่ยงการใช้ carbamazepine หากผู้ป่วยมีผล HLA-B15:02 positive [2]


ในบริบทของคนไทย ประเด็นนี้ยิ่งควรให้ความสำคัญ เพราะมีงานวิจัยในประชากรไทยที่รายงานความสัมพันธ์ระหว่าง HLA-B*15:02 กับ SJS จาก carbamazepine และ phenytoin [3] ข้อมูลนี้ทำให้การตรวจ DNA ก่อนใช้ยาบางชนิดกลายเป็นเรื่องที่มีความหมายมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยกำลังจะเริ่มใช้ยาที่มีข้อมูล pharmacogenomics ชัดเจน


HLA-B*58:01 กับ allopurinol

อีกหนึ่งตัวอย่างที่สำคัญมากคือ HLA-B*58:01 กับยา allopurinol ซึ่งเป็นยาที่ใช้ลดกรดยูริกในผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่เป็นโรคเกาต์


FDA ระบุว่า HLA-B58:01 มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยง SJS/TEN หรือ DRESS จาก allopurinol และผู้ที่มีผล positive ไม่ควรใช้ allopurinol [2] นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยในประชากรไทยที่รายงานความสัมพันธ์ระหว่าง HLA-B58:01 กับ allopurinol-induced SJS/TEN [4]


ประเด็นนี้ไม่ได้แปลว่า allopurinol เป็นยาที่ “ไม่ดี” เพราะ allopurinol เป็นยาที่มีประโยชน์มากเมื่อใช้ถูกต้อง แต่สำหรับบางคน ข้อมูล DNA อาจช่วยให้แพทย์พิจารณาทางเลือกหรือแผนการดูแลที่เหมาะสมขึ้นได้


ในประเทศไทยยังมีงานวิเคราะห์ด้านความคุ้มค่าที่ศึกษาการตรวจ HLA-B*58:01 เพื่อลดความเสี่ยง allopurinol-induced SJS/TEN ในประชากรไทย ซึ่งสะท้อนว่าประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องไกลตัว แต่เป็นหัวข้อที่มีการศึกษาในบริบทของคนไทยโดยตรง [8]


Pharmacogenomics คืออะไรในเรื่องนี้

Pharmacogenomics คือการศึกษาว่ายีนของคนเรามีผลต่อการตอบสนองต่อยาอย่างไร MedlinePlus Genetics อธิบายว่า pharmacogenomics เป็นศาสตร์ที่รวมความรู้ด้านยาและยีน เพื่อช่วยให้การใช้ยามีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากขึ้นตามพื้นฐานทางพันธุกรรมของแต่ละบุคคล [5]


สำหรับ SJS/TEN จุดเด่นของ pharmacogenomics คือการช่วยระบุ “ความเสี่ยงบางอย่างที่มองไม่เห็นจากภายนอก” เช่น การมี HLA-B15:02 หรือ HLA-B58:01 ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงแพ้ยารุนแรงจากยาบางชนิด

DNA Testing จึงไม่ใช่การทำนายทุกอย่างเกี่ยวกับการแพ้ยา แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มข้อมูลให้กับการตัดสินใจทางการแพทย์ โดยเฉพาะก่อนเริ่มยาบางชนิดที่มีข้อมูล gene-drug association ชัดเจน


DNA Testing ช่วยอะไรได้บ้าง

DNA Testing ด้าน pharmacogenomics สามารถช่วยให้รู้ว่าเรามี genetic marker บางตัวที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อยาบางชนิดหรือไม่ เช่น HLA-B15:02 หรือ HLA-B58:01 ในบริบทของ SJS/TEN


ประโยชน์ของข้อมูลนี้คือ:

  • ช่วยให้แพทย์หรือเภสัชกรมีข้อมูลประกอบก่อนเลือกใช้ยาบางชนิด

  • ช่วยลดการลองผิดลองถูกในบางบริบทที่มีข้อมูล pharmacogenomics ชัดเจน

  • ช่วยให้ผู้รับบริการตระหนักถึงประวัติแพ้ยาและความเสี่ยงเฉพาะบุคคลมากขึ้น

  • ช่วยให้การดูแลสุขภาพเป็นแบบ personalized medicine มากขึ้น

  • ช่วยให้คนไทยเข้าใจว่าพันธุกรรมและการใช้ยาบางชนิดอาจเกี่ยวข้องกันได้

แต่สิ่งสำคัญคือ DNA Testing ไม่ได้ป้องกัน SJS/TEN ได้ 100% เพราะ SJS/TEN อาจเกิดจากยาหลายชนิด ปัจจัยอื่น ๆ หรือบางครั้งไม่พบสาเหตุชัดเจน การตรวจ DNA จึงเป็นข้อมูลประกอบ ไม่ใช่เกราะป้องกันทั้งหมด


ถ้าผลตรวจเป็นลบ แปลว่าปลอดภัย 100% ไหม

ไม่ใช่ค่ะ ผลตรวจลบต่อยีนบางตัว เช่น ไม่พบ HLA-B15:02 หรือ HLA-B58:01 ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีทางแพ้ยา เพราะ SJS/TEN เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย และไม่ได้มียีนทุกตัวที่สามารถตรวจแล้วอธิบายความเสี่ยงได้ทั้งหมด

วิธีเข้าใจที่ถูกต้องคือ ผลตรวจ DNA ช่วยให้เรารู้ “ความเสี่ยงบางส่วนที่ตรวจได้” โดยเฉพาะความเสี่ยงที่มีงานวิจัยและแหล่งข้อมูลทางการแพทย์รองรับ แต่ยังต้องใช้ร่วมกับประวัติแพ้ยา โรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ และการประเมินของแพทย์


ถ้าผลตรวจเป็นบวก ควรทำอย่างไร

ถ้าผลตรวจพบ genetic marker ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อยาบางชนิด สิ่งสำคัญคือ อย่าตีความเองและอย่าหยุดยาเอง ควรนำผลตรวจไปปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาว่ายานั้นจำเป็นหรือไม่ มีทางเลือกอื่นหรือไม่ หรือควรติดตามอาการอย่างไร

FDA ระบุว่าข้อมูลใน Table of Pharmacogenetic Associations มีไว้สำหรับผู้สั่งยาเป็นหลัก และผู้ป่วยไม่ควรปรับยาเองโดยไม่ปรึกษาผู้สั่งยา [2]


อาการแบบไหนควรรีบพบแพทย์

หากเริ่มยาใหม่แล้วมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์หรือไปโรงพยาบาลทันที:

  • มีไข้สูง เจ็บคอ ปวดเมื่อย คล้ายไข้หวัดร่วมกับผื่น

  • ผื่นแดงที่เจ็บ แสบ หรือกระจายเร็ว

  • มีตุ่มน้ำ ผิวลอก หรือแผลพุพอง

  • ปากลอก แผลในปาก กลืนลำบาก

  • ตาแดง แสบตา ตาสู้แสงไม่ได้

  • ผื่นร่วมกับอาการผิดปกติรุนแรงหลังเริ่มยาใหม่

SJS/TEN เป็นภาวะฉุกเฉิน การรีบพบแพทย์เร็วมีความสำคัญมาก ไม่ควรรอดูอาการเองหากสงสัยว่าเข้าข่าย


GENNOVA Thailand มองเรื่องนี้อย่างไร

GENNOVA Thailand เชื่อว่า DNA Testing ที่ดีไม่ควรทำให้คนกลัวยา แต่ควรช่วยให้คนใช้ข้อมูลสุขภาพของตัวเองอย่างฉลาดขึ้น


สำหรับ Stevens-Johnson Syndrome และ pharmacogenomics ข้อมูล DNA อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการพูดคุยที่มีคุณภาพมากขึ้นระหว่างผู้รับบริการ แพทย์ และเภสัชกร โดยเฉพาะในบริบทของยาบางชนิดที่มีข้อมูลทางพันธุกรรมรองรับชัดเจน


การตรวจ DNA จึงไม่ใช่การบอกว่า “คุณจะแพ้ยาแน่นอน” หรือ “คุณปลอดภัยจากยา 100%” แต่เป็นการช่วยให้เห็นข้อมูลสำคัญบางอย่างล่วงหน้า เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจด้านสุขภาพอย่างรอบคอบขึ้น


รู้ DNA เพื่อใช้ยาอย่างรู้ทันและมั่นใจขึ้น

Stevens-Johnson Syndrome เป็นภาวะแพ้ยารุนแรงที่พบได้น้อย แต่มีผลกระทบสูง ยาบางชนิดมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยง SJS/TEN และในบางกรณี ยีนบางตัว เช่น HLA-B15:02 หรือ HLA-B58:01 อาจช่วยบอกความเสี่ยงต่อยาบางชนิดได้


Pharmacogenomics และ DNA Testing จึงเป็นเครื่องมือสำคัญของการแพทย์ยุคใหม่ ที่ช่วยให้การใช้ยาไม่ใช่เรื่อง one-size-fits-all เสมอไป แต่ค่อย ๆ เข้าใกล้การดูแลแบบเฉพาะบุคคลมากขึ้น


เริ่มต้นรู้จักข้อมูล DNA ของคุณให้ลึกขึ้นกับ GENNOVA Thailandติดต่อ GENNOVA Thailand เพื่อรับคำแนะนำเกี่ยวกับ DNA Testing ด้าน pharmacogenomics และการนำข้อมูลพันธุกรรมไปใช้ประกอบการดูแลสุขภาพอย่างมีความรับผิดชอบ


หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัย การรักษา การสั่งยา หรือคำแนะนำจากแพทย์/เภสัชกร ห้ามหยุดยา เปลี่ยนยา หรือปรับขนาดยาเองจากผลตรวจ DNA โดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หากสงสัย Stevens-Johnson Syndrome หรือมีอาการผื่นรุนแรงหลังเริ่มยาใหม่ ควรรีบพบแพทย์ทันที


References

[1] DermNet. "Stevens-Johnson syndrome / toxic epidermal necrolysis." Updated January 2016. https://dermnetnz.org/topics/stevens-johnson-syndrome-toxic-epidermal-necrolysis

[2] U.S. Food and Drug Administration. "Table of Pharmacogenetic Associations." https://www.fda.gov/medical-devices/precision-medicine/table-pharmacogenetic-associations

[3] Locharernkul C. et al. "Carbamazepine and phenytoin induced Stevens-Johnson syndrome is associated with HLA-B*1502 allele in Thai population." Epilepsia. 2008. PubMed PMID: 18637831. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/18637831/

[4] Tassaneeyakul W. et al. "Strong association between HLA-B*5801 and allopurinol-induced Stevens-Johnson syndrome and toxic epidermal necrolysis in a Thai population." Pharmacogenetics and Genomics. 2009. PubMed PMID: 19696695. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/19696695/

[5] MedlinePlus Genetics. "What is pharmacogenomics?" U.S. National Library of Medicine. Last updated March 22, 2022. https://medlineplus.gov/genetics/understanding/genomicresearch/pharmacogenomics/

[6] National Human Genome Research Institute. "Pharmacogenomics." Updated June 14, 2026. https://www.genome.gov/genetics-glossary/Pharmacogenomics

[7] U.S. Food and Drug Administration. "Table of Pharmacogenomic Biomarkers in Drug Labeling." https://www.fda.gov/drugs/science-and-research-drugs/table-pharmacogenomic-biomarkers-drug-labeling

[8] Saokaew S. et al. "Cost-effectiveness analysis of HLA-B*5801 testing in preventing allopurinol-induced SJS/TEN in Thai population." PLoS One. 2014. PubMed PMID: 24732692. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/24732692/

 
 
 

Comments


bottom of page